ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ชื่อผู้ใช้งาน: รหัสผ่าน:
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 10
 41 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:26:50 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
ชมพู่มะเหมี่ยว เป็นชมพู่ที่ทีขนาดลำต้นใหญ่ ใบกว้างหนาเป็นมัน ดอกสีแดง ก้านดอกสั้น ออกดอกเป็นกลุ่มตามกิ่ง ผลแก่จะมีสีแดงเข้ม มีกลิ่นหอมเหมือนดอกกุหลาบ เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ เมล็ดโต รสชาติหวานอมเปรี้ยว

เทคนิคช่วยให้ชมพู่มีคุณภาพดี

1. ตัดแต่งช่อผลตั้งแต่เริ่มติดผล โดยไว้ผลประมาณ 3 - 4 ผลต่อช่อ และจำนวนช่อดอกไม่ควรมากเกินไป โดยให้สัมพันธ์กับทรงพุ่มและความสมบูรณ์ของต้น

2. การใช้จีเอพ่นประมาณ 1 - 3 ช่วง คือช่วงเริ่มออกดอก ดอกเริ่มบาน และหลังดอกบานแล้ว 2 สัปดาห์ เพื่อทำให้ทรงผลยาวและขยายขนาดขึ้น

3. การให้ปุ๋ยทั้งทางดินและทางใบอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นอาจทำให้ผลร่วงได้ง่าย

4. การห่อผลทำให้ผิวสวยป้องกันการทำลายของแมลงอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือแมลงวันทอง

5. ควรงดการให้น้ำช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว 3 - 5 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดิน ถ้าดินเหนียวควรงดการให้น้ำนานกว่านี้อาจเป็น 5 - 7 วัน

ลองนำไปทำดูนะครับ...หรือไม่ใช้น้ำส้มควันไม้ผสมน้ำเจือจาง อัตราส่วน 1 : 300 ฉีดพ่นหลังจาก ชมพู่ติดลูกแล้ว ขนาดผลประมาณนิ้วหัวแม่มือ ช่วยให้ขั้วผลเหนียว และรสชาติหวานครับ..ผม.

 42 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:25:20 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชอุตสาหกรรมที่สำคัญพืชหนึ่งของประเทศไทย และกำลังได้รับความสนใจทั้ง ภาครัฐบาลและเอกชนที่จะพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อเป็นสินค้าส่งออก จากการวิจัยพบว่า มะม่วงหิมพานต์ สามารถเจริญได้ดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคอื่น ๆ ของประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ดูแลง่าย ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดที่ระบายน้ำดี หน้าดินลึกไม่เป็นดินดาน ไม่เป็นดินด่างจัด หรือกรดจัด การปลูกมะม่วงหิมพานต์นอกจากเป็นการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรแล้วยังเป็นการเพิ่มการปลูกป่า ทำให้สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น
ประวัติิ

มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ผลพื้นเมืองของอเมริกาใต้ มีปลูกกันทั่วไปตั้งแต่เม็กซิโกจนถึงเปรู ต่อมาได้ ขยายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางในทวีปอาฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตามหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทร แปซิฟิค ตลอดจนถึงทวีปเอเซีย ประเทศที่นับได้ว่าเป็นผู้ส่งออกผลิตผลจากมะม่วงหิมพานต์รายใหญ่ของโลก ได้แก่ อินเดีย โมแซมบิค แทนซาเนีย บราซิล เป็นต้น
ประวัติการนำเข้ามาในประเทศไทยนั้น สันนิฐานว่า พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี ณ ระนอง) ได้นำเข้า มาจากอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2444 พร้อม ๆ กับยางพารา และหลังจากนั้นได้มีผู้นำเข้ามาอีกหลายครั้งจากอินเดีย ไลบีเรีย เป็นต้น โดยกรมวิชาการเกษตร (กรมกสิกรรมเดิม) เป็นผู้ทดลองศึกษาค้นคว้าคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตสูงในประเทศไทย
ปัจจุบันมะม่วงหิมพานต์ได้ปลูกกระจายไปทั่วประเทศ แต่ปลูกมากทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์

มะม่วงหิมพานตเป็นไม้ผลยืนต้น ตระกูลเดียวกับมะม่วงมีขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อนและฝนตก ชุก เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ สูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่งทอดยาว แผ่ออกข้าง ๆ ในกิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่ ๆ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนงเกิด แต่ถ้าได้รับ การตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ มีใบหนาคล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดังนั้น การผสมพันธุ์จึงทำการผสมในช่อเดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ในหนึ่งดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาด เล็กมาก เมื่อเวลาดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย
ผล มีลักษณะแปลกประหลาด ส่วนที่เป็นผลคือก้านของดอกที่ขยายตัวพองขึ้นและส่วนที่เป็นผล จริง ๆ คือ เมล็ดที่รูปร่างเหมือนไตติดอยู่ตรงปลายสุด เมื่อยังอ่อนมีสีเขียว และขยายเติบโตจนใหญ่กว่าผลใน ระยะแรก (ที่เกิดจากการขยายตัวของก้านดอก) เมื่อได้ขนาดก็หยุดเจริญเปลี่ยนสีเป็นสีเทา และพร้อมกันนี้ดอกที่ เป็นผลปลอมก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ด เมล็ดขนาดยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย แต่มีประโยชน์ ในทางอุตสาหกรรมมาก
ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์

ผล ใช้รับประทานเป็นอาหาร ทำแยม น้ำส้มสายชู เครื่องดื่ม และไวน์ น้ำของผลมะม่วงหิมพานต์ ใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะ แก้อาเจียน เจ็บคอ ขับปัสสาวะ และขับเหงื่อ
เปลือกหุ้มเมล็ด นำมาสกัดได้กรดน้ำมัน ซึ่งมีประโยชน์ทางอุตสาหกรรมใช้ทำผ้าเบรค แผ่นคลัช หมึกพิมพ์ กระเบื้องยางปูพื้น สีทาบ้าน และอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า 400 ชนิด นอกจากนี้ยังทำเป็นยาแก้โรคเหน็บชา โรคเลือดคั่ง และโรคผิวหนัง
เยื่อหุ้มเมล็ดใน ใช้เป็นอาหารสัตว์
เมล็ดใน ใช้รับประทานมีคุณค่าทางอาหารสูง ใกล้เคียงไข่ นม เนื้อ ไม่เพิ่มไขมันในเส้นเลือดและตับ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายที่สุดดีกว่าพืชตระกูลถั่วทั่ว ๆ ไป
ใบและยอดอ่อน รับประทานบรรเทาโรคท้องร่วง บิด ริดสีดวง
ใบแก่ นำมาลดให้ละเอียด ใช้พอกแผลที่เกิดจากไฟไหม้ หรือนำมาขยี้และใช้สีฟังทำให้ฟันสะอาด
ลำต้น ทำหีบใส่ของ ลังไม้ เรือ แอก ดุมล้อเกวียน
ยางจากเปลือกลำต้น ทำหมึกประทับตราผ้า น้ำมันขัดเงา เคลือบหนังสือ น้ำประสานในการบัดกรีโลหะ และใช้ทำกาว
เปลือกลำต้น แก้ปวดฟัน ต้มกินแก้โรคท้องร่วง และผิวหนังพุพอง
ราก เป็นยาฝาดสมานแผล และแก้โรคท้องร่วง
พันธุ์

มะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกอยู่ทั่วโลกมีไม่ต่ำกว่า 400 พันธุ์ แต่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันมีไม่มากนัก ซึ่งได้จากการคัดเลือกจากพันธุ์พื้นเมืองที่มีลักษณะดีตรงตามความต้องการ สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน กรมวิชาการได้ทำการคัดเลือก และได้ผ่านการรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 2 พันธุ์คือ พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และศรีสะเกษ 60-2 เหมาะสมสำหรับขยายพันธุ์แบบติดตา ต่อกิ่ง หรือขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศอื่น ๆ นอกจากพันธุ์ที่กล่าวมาแล้ว เกษตรกรบางรายอาจคัดเลือกพันธุ์ดีจากแหล่งต่าง ๆ มาปลูกเองก็ได้โดยจะต้องยึดหลักในการคัดเลือกพันธุ์ ดังนี้
1. ต้องเป็นพันธุ์ที่เมล็ดใหญ่ จำนวนเมล็ดต้องไม่เกิน 150 เมล็ด/กก.
2. ต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงประมาณ 20 กก./ต้น/ปี
3. เป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี
4. ต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี
การขยายพันธุ์

มะม่วงหิมพานต์สามารถขยายพันธุ์ได้ 2 แบบ คือ
1. การเพาะเมล็ด ปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี ทำการเพาะใส่ถุงขนาด 5x8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดยกดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิดวางเมล็ดเอียง 45 องศา อายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4 เดือน ก่อนย้ายลงปลูก
2. การขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ มีหลายวิธีคือ การตอน การติดตา การทาบกิ่ง แต่วิธีที่นิยมที่สุดคือ การเสียบข้าง ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้
ปลูกต้นตอให้ขนาดโตกว่าแท่งดินสอ กรีดเปลือกเป็นรูป ก แล้วลอกเปลือกออก
เลือกยอดพันธุ์ดี ลักษณะยอดมีสีน้ำตาล ใช้มีดตัดใบและก้านออกให้หมด
ใช้มีดที่คมและสะอาดปาดยอดทั้งสองด้าน ดังรูป แผลที่ปาดต้องเรียบและสม่ำเสมอ
เปิดเปลือกแล้วเอายอดพันธุ์ดีเสียบแล้วพันด้วยแผ่นพลาสติกให้มิดยอด
ประมาณ 20-30 วัน หากยอดยังเขียวอยู่ให้เปิดพลาสติกออกพร้อมกับตัดกิ่งต้นตอออกครึ่งหนึ่ง
เมื่อยอดแตกใบและกิ่งได้ 5-10 ใบ ให้ตัดต้นตอเดิมเหนือรอยแผลเปลี่ยนยอดออก
การปลูก

กรณีเพาะเมล็ดในถุงพลาสติกก่อนนำไปปลูกในแปลงควรปฏิบัติดังนี้
1. ขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร
2. ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้น มะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติด กับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น
ควรปลูกมะม่วงหิมพานต์ไร่ละ 45 ต้น ให้เป็นแถวตรงระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร ระหว่าง แถวมะม่วงหิมพานต์ควรปลูกพืชแซม เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วต่าง ๆ ฯลฯ ในช่วง 1-2 ปีแรก ก่อนมะม่วงหิมพานต์ จะออกผล เพราะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้และยังช่วยกำจัดวัชพืชด้วย
ในกรณีที่ปลูกมันสำปะหลังอยู่แล้วให้ปลูกมะม่วงหิมพานต์แทรก และให้เอาต้นมันสำปะหลังออกห่างจาก จุดที่จะปลูก ประมาณ 1 เมตร โดยรอบ
ฉบับหน้ามีต่อเรื่องการปฏิบัติดูแลรักษา

 43 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:24:24 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
การปลูกเงาะ 

 
             
   
 
  ต้นทุนการผลิต
เงาะโรงเรียน เฉลี่ยประมาณ 11,566 บาท/ไร่ หรือ 7.57 บาท/กก. เงาะสีชมพู เฉลี่ยประมาณ 10,285 บาท/ไร่ หรือ 5.47 บาท/กก.

 

  ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น


       1. ช่วงฤดูกาลผลิตสั้น ผลผลิตออกมามากในช่วงเวลาสั้นและพร้อมกันทำให้เกิดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ
       2. เงาะมีอายุการเก็บรักษาสั้น ขาดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม
       3. ขาดระบบการกระจายผลผลิตและการจัดการตลาดที่ดี
       4. ปัจจัยการผลิตมีราคาแพงและมีปัญหาด้านแรงงานซึ่งต้องใช้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานเก็บเกี่ยวนอกจากนี้อุตสาหกรรมแปรรูปยังต้องการแรงงานในการจัดการแปรรูปเบื้องต้น               (ปอกและคว้านเงาะ)
       5. การระบาดของโรคแมลงศัตรูเงาะที่สำคัญ เช่น โรคราแป้ง เพลี้ยแป้ง
       6. การขาดแคลนน้ำในแหล่งปลูกเงาะบางพื้นที่ และบางปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เงาะกำลังติดผล
 

  แนวทางการช่วยเหลือ
      เพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดการสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตเงาะได้ในปริมาณพอเหมาะโดยที่ผลผลิตส่วนใหญ่มีคุณภาพดี และใช้ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม

1. ส่งเสริมการรวมกลุ่มปรับปรุงคุณภาพผลผลิต
2. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่ถูกต้องตามขั้นตอนพัฒนาการของพืชให้ทั่วถึง
3. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชเงาะแบบผสมผสาน
4. ส่งเสริมและพัฒนาเรื่องการจัดระบบให้น้ำในสวนเงาะอย่างเหมาะสม
5. ถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการเก็บเกี่ยวและปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง

 

                                                                                 การปลูก
     
                วิธีการปลูก ทำได้ทั้งการขุดหลุมปลูกซึ่งเหมาะกับพื้นที่ที่ยังไม่มีการวางระบบน้ำไว้ก่อนปลูก วิธีนี้ดินในหลุมจะช่วยเก็บความชื้นได้ดีขึ้น และสามารถปลูกโดยวิธีไม่ต้องขุดหลุม(ปลูกแบบนั่งแท่นหรือยกโคก) เหมาะกับพื้นที่ฝนตกชุก วิธีการนี้ระบายน้ำดีน้ำ ไม่ขังโคนต้น แต่ต้องมีการวางระบบน้ำไว้ก่อนปลูก ซึ่งต้นเงาะจะเจริญเติบโตเร็วกว่าการขุดหลุม ทั้งนี้จุดเน้นที่สำคัญในการปลูก        คือ ควรใช้ต้นกล้าทีระบบรากดี ไม่ขดงอในถุง แต่ถ้าจะใช้ต้นกล้าขนาดใหญ่ก็ให้ตัดดินและรากที่ขดหรือพันตรงก้นถุงออก

                ระยะปลูก 6 – 8 X 6 – 8 เมตร ถ้าใช้ระยะปลูกชิด 6 X 6 เมตร จะตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มอย่างใกล้ชิดไม่ให้ทรงพุ่มชนและบังแสงกัน สำหรับสวนที่ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงาน ควรเว้นระยะระหว่างแถวให้ห่างพอที่เครื่องจักรกลจะเข้าไปทำงาน แต่ให้ระยะระหว่างต้นชิดขึ้น  จำนวนต้น/ต่อไร่ 25 – 40 ต้น/ไร่
 

 44 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:22:33 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
ถามว่าผักอะไร ใช้ระยะเวลาในการปลูก สั้นที่สุด คำตอบคงหนีไม่พ้นถั่วงอก สำหรับการเพาะถั่วงอกนั้น ปัจจุบันมีผู้สนใจกันมาก เนื่องจากว่าใช้ระยะเวลา ในการเพาะ เพื่อการบริโภค สั้นมาก เพียง 3-4 วันเท่านั้น หรือจะทำเป็นธุรกิจ ก็ได้ ประกอบกับถั่วงอกสามารถ นำมาใช้ประกอบอาหารประจำวัน ของคนไทยได้หลายอย่าง เช่น นำมาผัด ต้มทำเป็นน้ำแกง ใส่ในก๊วยเตี๋ยว ฯลฯ
9 เทคนิควิธีการเพาะถั่วงอก
เมื่อจะเริ่มทำการเพาะถั่วงอกควรมีการคำนวณ การใช้เมล็ดถั่วเขียว โดยเทียบบัญญัติไตรยางค์ ซึ่งเกณฑ์การคิดใช้เมล็ดพันธุ์ ถั่วเขียว 1 กิโลกรัม สามารถเพราะเป็นถั่วงอกได้ 5-6 กิโลกรัม โดยถั่วเขียวที่จะนำมาใช้สามารถเลือกใช้ได้ทั้งถั่วงอก ผิวมัน(เปลือกสีเขียว) และถั่วงอกผิวดำ(เปลือกสีดำ) ซึ่งถั่วเขียวทุึกพันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย สามารถใช้เพาะถั่วงอกได้ทั้งสิ้น ในอดีตถั่วเขียวที่นิยมใช้เพาะถั่วงอกจะเป็นถั่วเขียวผิวด้าน แต่ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวผิวมันขึ้นมาหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์อู่ทอง พันธุ์กำแพงแสน และพันธุ์ถั่วเขียวผิวดำ ซึ่งคุณสมบัติของถั่วเขียวผิวดำ เมื่อ เพาะเป็นถั่วงอกแล้วถั่วงอกจะมี สีเขียว กว่า แต่ถ้ใช้ถั่วเขียวผิวมันถั่วงอกที่ได้จะออก เหลืองอ่อนๆ ไม่ขาวเท่าถั่วงอกจากถั่วเขียวผิวดำ
นำเมล็ดถั่วเขียวที่จะเพาะมาล้างในน้ำที่สะอาด โดยใช้ตะแกรงหรือกระชอนช้อนแยกเมล็ดถั่วเขียวที่ลอยอยู่ที่ผิวหน้าน้ำ ด้านบน ออก ไม่ควรนำมาใช้เพาะเป็นถั่วงอก เพราะเมล็ดจะอ่อนเกินไป แต่ผู้ประกอบการสามารถนำเมล็ดที่ลอยน้ำมาแยก ไปตาก แดด ให้แห้ง และนำไปขายใ้ห้กับโรงงาน ทำแป้งจากถั่วเขียวก็ได้ ต้องคัดเฉพาะถั่วเีขียวที่จมน้ำมาเตรียมใช้เพาะ ถั่วงอกเท่านั้น เพราะเป็นเมล็ดที่แก่จัด ซึ่งน้ำที่ใช้แช่ ถั่วเขียวนี้อาจผสมคลอรีนลงไป โดยใช้ความเข้มข้นของคลอรีน 100 พีพีเอ็ม แช่เมล็ด ถั่วเขียวนาน 1-2 ชั่วโมง คลอรีนจะ ช่วยทำความสะอาดเปลือกนอกชของเมล็ดถั่วเขียวที่อาจมีเชื้อรา หรือแบคทีเรียติดมากับ เมล็ดได้สะอาดถึงร้อยละ 95 ถ้าไม่ สามาถหาผลคลอรีนได้ อาจใช้น้ำร้อนผสมกับน้ำเย็น อัตราส่วน 1:1 ทำเป็นน้ำอุ่น แล้วนำ เมล็ดถั่วเขียวลงแช่นาน 1-2 ชั่วโมง น้ำอุ่นสามารถป้องกันกำจัดเืชื้อโรคที่ติดมากับผิวเมล็ดพันธุ์ ถั่วเขียวได้ถึงร้อยละ 75
เมื่อใส่ถั่วเขียวที่แช่แล้วลงในถังเพาะที่เจาะรูระบายน้ำแล้ว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของรู 2-3 มิลลิเมตร เจาะตามแนวเส้น ผ่าศูนย์กลางของรู 2-3 มิลลิเมตร เจาะตามแนวเส้นรอบวงของถัง มีข้อควรสังเกตว่า ขนาดความสูงของถังเท่าใดก็ตาม ต้องใส่เมล็ดถั่วเขียวที่จะใช้เพาะไม่เกิน 1 ใน 3 ความสูงของถังเพาะ เพราะเมื่อถั่วงอกเจริญเติบโตครบอายุถั่วงอกจะดัน ขึ้นมา เองเป็นชั้นๆ และสูงขึ้นมาไม่เกินขอบความสูงของ ปากถัง การที่ผู้เพาะใส่เมล็ดถั่วเพียง 1 ใน 3 ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ถั่วที่ เพาะได้ ล้นหกออกมานอกถังเลอะการทำงานใน ห้องเพาะ เพื่อขนย้ายถั่วงอกออกมาขายจะทำได้สะดวกยิ่งขึ้น
ถั่วเขียวที่ใส่ลงถังเพาะแล้ว ควรใช้มืิอเกลี่ยผิวหน้าด้านบนเมล็ดถั่วเขียวให้เรียบ ผิวหน้าด้านบนของเมล็ดถั่วเขียวอาจใช้ กระสอบป่าน กระสอบไนล่อนสีส้ม หรือผ้าซาแลน หรือฟองน้ำ ที่ผ่านการนำไปทำความสะอาดโดยการนึ่งฆ่าเชื้อ หรือต้มในน้ำจนเดือดแล้วรอจนเย็น แล้วจึงนำมาคลุมผิวหน้าของถังเพาะถั่งงอกที่ใ่ส่เมล็ดถั่วเ่ขียวลงไปแล้ว
นำถังเพาะไปวางบนอิฐบล๊อคทำเป็นขาตั้งรองถังเพาะถั่งงอกเพื่อช่วยในการระบายน้ำและอากาศให้ผ่านเข้าออกทางด้านกัน ถังได้ด้วย หรือถ้าเป็นพื้นของโรงเรือนเพาะถั่วงอก วางแผ่นสำเร็จรูป แบบที่มีช่องระบายน้ำและอากาศแบบพื้นคอกโรงเลี้ยง หมู ก็ได้เช่นกัน ถ้าเป็นพื้นโรงเพาะแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องวางถังเพาะถั่วงอกบนอิฐบล๊อคก็ได้
การรดน้ำถั่วเขียวที่เพาะอยู่ในถังพลาสติก ไห ถังซีเมนต์ ตลอดจนปี๊ปอลูมิเนียม ปริมาณน้ำที่ใช้แต่ละครั้งต้องให้น้ำเพียงพอ ที่จะทำให้ถั่วงอกที่เพาะไม่เกิดความร้อนสะสมมากเกินไป วิธีสังเกตง่ายๆ ใช้มือสัมผัสดูผิวหน้าเมล็ดถั่วในถังชั้นบนสุดช่วงต่อ ระหว่างแต่ละครั้งของการให้น้ำ้ต้องไม่เกิดสภาพไอร้อนผ่าวขึ้นมา แสดงว่าการให้น้ำแต่ละครั้งจะเพียงพอ เพราะถ้าให้น้ำไม่ เพียงพอและเกิดความร้อนขึ้นในถังเพาะมากมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของถั่วงอกทำให้ถั่วงอกมีรากฝอยมากขึ้น และต้นจะ โต่แบบไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อเพาะถั่วงอกในถังพลาสติกควรหมั่นรดน้ำสม่ำเสมอ ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ทั้งกลางวัน และ กลางคืน เพราะถังพลาสติกจะไม่่ค่อยเก็บความเย็นไว้ได้เหมือน ถังซีเมนต์ หรือไห ซึ่งสามารถรดน้ำถังที่เพาะได้ช้ากว่าเป็น ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง เพราะถังซีเมนต์เก็บความเย็นจากน้ำได้ดีกว่า ถังพลาสติก
เมื่อเพาะถั่วงอก และถั่วงอกเจริญเติบโตมีรากงอกออกมาเล็กๆ ขนาดความยาวของราก 0.5-1 เซนติเมตร หรือเพาะไปแล้ว นาน 18-20 ชั่วโมง ในเชิงการค้ามีการรดสารถั่วอ้วนเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับถั่วงอกที่เพาะ จะช่วยให้ถั่วงอกมีการสะสม โปรตีนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ถั่วงอกอ้วน และมีน้ำหนักดีขึ้น เหมือนกับถั่วงอกที่เพาะขายในเชิงการค้า โดยก่อนการใช สารถั่วอ้วนผสมน้ำรด ควรงดการให้น้ำก่อนและหลังนาน 2 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวถั่งแห้งและดูดธาตุอาหารเข้าไปใช้ได้เต็มี และอัตราการใช้สารถั่วอ้วนสามารถใช้อัตรา 1 ซีซี ผสมน้ำสะอาด1 ลิตร หลังจากการรดสารถั่วอ้วนไปแล้ว ก่อนเริ่มรดน้ำใหม่ ควรรดน้ำให้มากกว่าปกติ 5-6 เท่า เพิ่มให้ถั่วขยายขนาดเพิ่มขึ้นผู้เพาะควรผสมน้ำกับสารถั่วอ้วนรดถั่วงอก ที่เพาะวันละ หนึ่งครั้ง และอย่างน้อยควรรดติดต่อกัน 2 วัน โดยห่างจากการให้ครั้งแรกนาน 24 ชั่วโมง ในกรณีผู้ที่จะเพาะทานเองในบ้าน จะเพาะแบบธรรมชาติไม่รดสารถั่วอ้วนก็ได้ แต่ถั่วงอกที่ได้จะผอมยาว และมีรากฝอยเกิดขึ้นมาก อาจจะไม่สามารถนำไป วางขายในเชิงธุรกิจได้
ถั่วงอก เมื่อเพาะแล้วครบ 68-72 ชั่วโมง ถ้าเป็นการเพาะในฤดูร้อน หรือฤดูฝน สามารถเก็บออกมาขายได้ แต่ถ้าสถานที่ เพาะตั้งอยู่ในที่ที่อากาศเย็นหรือเป็นฤดูหนาว อาจต้องขยายเวลาการเจริญเติบโต ของถั่วงอกเป็น 96 ชั่วโมง จึงจะเก็บไป ขายได้
ถั่วงอก เมื่อจะนำออกขายควรนำไปร่อนให้หัวหลุดออก ใช้กระด้งหรือเครื่องร่อนสายพานก็ได้ แต่ถั่งงอกมื่อเพาะแล้วใน สภาพการขายในบ้านเราจะถูกแสงแดด และหัวถั่วงอกสามารถกลับเขียวขึ้นมาใหม่ได้ ผู้เพาะอาจใช้น้ำผสมสารส้มขุ่นๆ รดใน น้ำ สุดท่้ายก่อนเก็บถั่วงอกออกมาขาย แ่ต่ป้องกันการเปลี่ยนสีของหัวถั่งงอกได้ในช่วงสั้นๆ ในเิชิงการค้ามีการใช้สารฟอกสี ประเภท โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ จะปลอดภัยมากกว่าการใช้สารฟอกประเภทโซเดียมโฮโดรซัลไฟต์ เพราะสารประเภท หลังส่วนใหญ่ใช้ในธุรกิจฟอกย้อมอวนมากกว่า และภาคราชการไม่แนะำนำให้นำเอาสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาใช้กับ ธุรกิจประเภทอาหารในปัจจุบัน ซึ่งผู้ประกอบการควรใช้สารโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ในระดับต่ำและไม่เกินค่าความปลอดภัย ผสมน้ำรดถั่วงอกในน้ำสุดท้ายก่อนนำออกจำหน่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ถั่วงอกเปลี่ยนสี หรือคล่ำลง

 45 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:21:16 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
มี เรื่องขำขันมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มูลเหตุของเรื่องมันมีอยู่ว่า สองสามีภรรยาคู่หนึ่งมีอาชีพทำมาค้าขาย ทุกเช้าทั้งสองจะขับรถมอเตอร์ไซค์ไปจ่ายตลาดกันทุกวัน เพื่อซื้อปลาหมึกสดและลูกชิ้นมาเสียบไม้ขายอีกทีหนึ่ง (เจ้านี้น้ำจิ้มปลาหมึกรสเด็ดจริงๆ ขอบอก)

พอซื้อของเสร็จก็ เตรียมตัวจะกลับบ้าน สามีก็ติดเครื่องรถรออยู่ก่อนแล้ว ส่วนภรรยาก็เดินหอบหิ้วปลาหมึกสดกับลูกชิ้นมาเต็มสองมือ แต่ยังเดินไม่ทันจะได้ก้าวขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ สามีก็ขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไปด้วยความเร็ว พอขับไปสักพักถึงปากซอยที่จะเข้าบ้าน นึกขึ้นมาได้ว่าลูกยังไม่มีอาหารเช้ากิน เขาก็เลยเอี้ยวตัวไปข้างหลัง ปากก็สั่งภรรยาว่า ให้ไปซื้อโจ๊กหนึ่งถุง

ด้วยความตกใจที่ไม่เห็น ภรรยาซ้อนท้ายมาด้วย แกก็บึ่งรถกลับบ้านไปถามญาติที่บ้านว่า "เมียข้ากลับบ้านหรือยัง" ทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "ยังไม่เห็นมาเลย ก็ไปตลาดด้วยกันไม่ใช่หรือ แล้วทำไมไม่มาด้วยกัน

ป่าน นี้เมียเองไม่ตกรถตายไปแล้วหรือ" ฝ่ายสามีก็ตอกกลับว่า "ถ้าตกรถป่านนี้มันคงตายไปแล้วมั้ง" ด้วยความบังเอิญภรรยานั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับมา ได้ยินสามีตนพูดไปดังนั้น ด้วยความโมโหและน้อยใจ ภรรยาก็เลยเอาฝ่ามือตบฉาดไปที่กกหูของสามีอย่างแรง แดงเป็นเทือกเลย คนอะไรจะลืมเมียภรรยาได้ขนาดนี้ เหลือเชื่อจริงๆ คนแบบนี้ก็มีด้วยในปัจจุบัน

ที่แกเป็นแบบนี้เพราะว่าแกกินเหล้าเยอะ เลยทำให้เป็นคนขี้หลงขี้ลืม (การดื่มสุรามากๆ อาจทำให้คนเป็นโรคสมองเสื่อมได้ แต่ถ้าลืมเมียบ่อยๆ มีหวังได้นอนซดน้ำข้าวต้มทุกวันแน่) เออ! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องจระเข้ละเนี่ย มันไม่เกี่ยวหรอก แต่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังก็เท่านั้นเองแหละ มาพูดถึงเรื่องจระเข้กันดีกว่า (ที่พูดถึงนี้ก็เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยแหละ ก็เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง)

จระเข้ เป็นสัตว์ในตระกูลสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง นอกจากจระเข้แล้ว ยังมีสัตว์ชนิดอื่นๆ อีก ที่จัดอยู่ในตระกูลนี้ ไม่ว่าจะเป็น เต่า ตะพาบน้ำ กิ้งก่า จิ้งเหลน เหี้ย ตะกวด งู เป็นต้น แต่จะจัดอยู่คนละกลุ่มกัน จระเข้ เป็นสัตว์เลือดอุ่น ดำรงชีวิตอยู่ทั้งบนบกและในน้ำ กินเนื้อเป็นอาหาร มีนิสัยดุร้าย โดยส่วนใหญ่ตอนกลางคืนจะชอบอาศัยอยู่ในน้ำ ส่วนตอนกลางวันจะชอบอาศัยอยู่บนบกนอนอ้าปากผึ่งแดด (น่ากลัวมาก ผู้เขียนเห็นมากับตา เวลาจระเข้อ้าปาก เห็นฟันแหลมคมเต็มไปหมด นี่ถ้าโดนงับ คงไม่รอดแน่ๆ) บางตัวชอบไปหลบในร่มไม้ บางตัวก็ชอบลงไปแช่น้ำแต่เพียงชั่วคราวเท่านั้น นี่คือพฤติกรรมอย่างหนึ่งของจระเข้ ซึ่งในอดีตกาลจระเข้เป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่ง แต่ ณ ปัจจุบันนี้ จระเข้ กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับผู้ผลิต และส่งออกเนื้อ หนังจระเข้ เรียกได้ว่าทั้งตัวจระเข้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด เริ่มตั้งแต่เนื้อ ซี่โครง โดยเฉพาะบ้องตันจะเป็นส่วนที่มีเนื้อแน่นมากที่สุด คนนิยมเปิบกัน นอกจากนี้ ตัวจระเข้สามารถนำมาสตัฟฟ์ก็ได้ ชิ้นส่วนของกระดูก ฟัน กะโหลก ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนหนังจระเข้จะเป็นตัวสร้างรายได้เป็นอย่างดี นิยมนำไปทำเป็นกระเป๋า เข็มขัด เสื้อ เป็นต้น อวัยวะเพศผู้ของจระเข้สามารถนำไปตุ๋นเป็นโสม ช่วยบำรุงสมรรถภาพทางเพศได้ดีนักแล นอกจากนี้ ยังสามารถเลี้ยง ฝึกให้เชื่อง จนสามารถแสดงโชว์ได้ ซึ่งประเทศไทยก็มีฟาร์มลักษณะนี้อยู่หลายแห่งด้วยกัน แต่ฟาร์มจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ท่านใดสนใจสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าทุกชิ้นส่วนของจระเข้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ กับผู้เลี้ยงได้ทั้งนั้น ดังนั้น ผู้ที่เลี้ยงจระเข้คงจะมีรายได้ดีเป็นพิเศษ (เรียกว่ารวยแล้ว รวยอีก) เหมือนกับ คุณวิสูตร เอี่ยมป่าน เจ้าของฟาร์มจระเข้ขุน ที่จังหวัดปทุมธานี

คุณวิสูตร เอี่ยมป่าน ชาวบ้านนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า ผู้ใหญ่เหน่ง วัยกำลังหนุ่มแน่น พูดจาไพเราะ คุยสนุกสนานเป็นกันเองดี เป็นที่รู้จักของคนละแวกนี้ (ผู้เขียนหลงทางก็เลยถามคนละแวกนี้ ถึงได้รู้ว่าบ้านผู้ใหญ่อยู่ตรงไหน คนปทุมธานี น้ำใจงามจริงๆ)

ผู้ใหญ่ เหน่ง อยู่บ้านเลขที่ 7 ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี อาชีพปัจจุบัน รับราชการ ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ มีทั้งจระเข้ และกวาง (พันธุ์รูซ่า) กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ ผู้ใหญ่เหน่งเล่าให้ฟังว่า "แต่ก่อนผู้ใหญ่เหน่งทำสวนส้ม บนพื้นที่ 100 ไร่ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ขาดทุน ผลผลิตไม่ดี มีสาเหตุมาจากโรคบ้าง แมลงบ้าง ตนก็เลยหันมาเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ โดยหุ้นกันกับพี่ชาย เป็นธุรกิจครอบครัว แต่ก่อนพี่ชายทำงานเป็นนักข่าวอยู่สำนักพิมพ์เดลินิวส์ แต่ปัจจุบันนี้ลาออกแล้ว หันมาทำธุรกิจเลี้ยงจระเข้ ได้กำไรงามกว่าเยอะ ทำมาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปีแล้ว ตนเริ่มจากเพื่อนสนิทมิตรสหายก่อน เพื่อนแนะนำมาอีกทีหนึ่ง ตนกับพี่ชายสนใจก็เลยติดตามเพื่อนฝูงไปดูที่ฟาร์มบ้าง ดูวิธีการเลี้ยงดูการเพาะพันธุ์ ดูพ่อแม่พันธุ์ ตนจะถนัดในเรื่องการเลี้ยงดู ส่วนพี่ชายจะถนัดเรื่องการตลาด ทั้งสองก็ทำงานร่วมด้วยช่วยกันจนสามารถฟันฝ่าอุปสรรคมาจนถึงทุกวันนี้ได้"

ฟาร์ม ของผู้ใหญ่เหน่ง มีจระเข้จำนวนทั้งหมด 400 ตัว มีพ่อพันธุ์อยู่ 2 ตัว แม่พันธุ์ 3 ตัว อายุ 20 กว่าปี ผู้ใหญ่เหน่งซื้อมาคู่ละ 500,000 บาท ฟาร์มของผู้ใหญ่เหน่งไม่ได้เก็บพ่อแม่พันธุ์ไว้ เพราะต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการคัดพันธุ์ หากเก็บไว้เองอาจจะไม่ได้พันธุ์ที่ดี ผู้ใหญ่เหน่งใช้พ่อแม่พันธุ์มาจากที่อื่นมากกว่า แม่พันธุ์จระเข้ของผู้ใหญ่เหน่งให้ไข่ครั้งละ 30 ฟอง ส่งโรงฟักที่จังหวัดชัยนาท อัตราการฟักรอดอยู่ที่ประมาณ 10-20 ฟอง ราคาฟักคิดฟองละ 200 บาท ถ้าฟองไหนฟักไม่ติดก็จะไม่คิดเงิน จระเข้พ่อพันธุ์จะมีขนาดใหญ่กว่าแม่พันธุ์ตัวเมียมาก

ผู้ใหญ่เหน่ง บอกว่า "ปัจจุบันนี้ จะซื้อจระเข้ที่ฟาร์มเพาะพันธุ์มาเลี้ยงจะดีกว่า เพราะฟาร์มจระเข้ของตนไม่ได้เลี้ยงแบบครบวงจร จะเลี้ยงเพื่อขายเนื้อกับหนังเท่านั้น ส่วนเรื่องการเพาะพันธุ์ขายนั้นตนกับพี่ชายไม่ได้ทำ จะทำก็เฉพาะแต่พ่อแม่พันธุ์ของตนเองเท่านั้น"

จระเข้ที่นำมาเลี้ยง เพื่อขุนขายเนื้อและหนังนั้น จะซื้อจระเข้รุ่นอายุ 1 เดือน ราคาตัวละ 2,000 บาท ซื้อมาเลี้ยงรุ่นละ 500 ตัว ส่วนอัตราการเลี้ยงรอดนั้น ถ้าหากสามารถเลี้ยงจนจระเข้มีความยาว 120 เซนติเมตร ก็สามารถขายได้ (เวลาขายจระเข้เขาจะไม่ดูที่น้ำหนักตัว แต่จะดูที่ความยาวของลำตัว) เมื่อนับจำนวนอายุ ก็ประมาณ 2 ปี กับอีก 6 เดือน ก็ส่งขายที่ตลาดได้ จระเข้แต่ละรุ่นที่เลี้ยงจำนวนทั้งหมด 500 ตัว จะขายได้เพียง 300 ตัว ส่วนอีก 200 ตัว แตกไซซ์บ้าง (แตกไซซ์คือ จระเข้ที่มีความยาวไม่ถึง 120 เซนติเมตร เพราะกินอาหารไม่เพียงพอ ก็เลยผอม แกร็น พวกนี้ต้องเลี้ยงจนกว่าจะสามารถขายได้ บางคราก็สามารถสตัฟฟ์ แล้วส่งขายได้) บางตัวก็กัดกันตาย

อาหารที่ให้กิน ผู้ใหญ่เหน่ง บอกว่า เป็นซี่โครงไก่บด เริ่มแรกอายุ 1 เดือน ให้กิน 3 วันครั้ง อายุตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปีครึ่ง ให้อาหาร (โครงไก่บด) สัปดาห์ละครั้ง ส่วนปริมาณการกินอาหารไม่สามารถบอกได้ว่าแต่ละตัวกินในปริมาณมากเท่าไร ต้องให้อาหารจนกว่าจระเข้จะอิ่ม หากอิ่มแล้วจะไม่กินอาหาร ส่วนพ่อแม่พันธุ์ให้อาหารเดือนละ 1 ครั้ง (ทุกครั้งที่กินอาหารจระเข้จะกินตัวละ 10 กว่ากิโลกรัม ในแต่ละเดือน)

การ เลี้ยงดู ผู้ใหญ่กล่าวว่า "จระเข้เป็นสัตว์ที่ไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย ปัจจัยที่สำคัญในการดูแลก็คือ น้ำ จระเข้จะเป็นสัตว์ที่ชอบอาศัยอยู่ในน้ำ ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องคอยดูแลรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หมั่นถ่ายน้ำทุกครั้งที่ให้อาหารจระเข้ เพราะหากไม่ถ่ายน้ำจะทำให้น้ำสกปรก นำมาซึ่งปัญหาเรื่องโรคเท้าเปื่อยของจระเข้ ปัญหานี้มักจะพบในช่วงที่น้ำสกปรก และช่วงที่เกษตรกรทำนาข้าว อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ปลิงเขมือบ (ตัวเล็กๆ แบนๆ) มักจะติดเข้ามาตอนที่สูบน้ำเข้าบ่อ วิธีแก้ไขก็คือ ตนจะใช้เกลือโรยผสมกับด่างทับทิมลงในบ่อจระเข้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของบ่อจะเป็นการสิ้นเปลืองน้อยที่สุด

พฤติกรรม ของจระเข้ ผู้ใหญ่เหน่งบอกว่า พฤติกรรมการกัดกันเพื่อแย่งกินอาหารเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายเป็น อย่างมาก บางครั้งถึงตายเลยก็มี เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ปัญหา ผู้ใหญ่เหน่งจะให้อาหารจระเข้ตัวที่โตกว่ากินอาหารให้อิ่ม แล้วค่อยให้อาหารจระเข้ที่มีขนาดเล็กกินทีหลัง บางทีตนก็คัดเอาตัวที่แตกไซซ์ไว้เลี้ยงต่างหาก อีกเรื่องก็คือ พ่อแม่พันธุ์เวลาจับคู่ผู้เลี้ยงต้องคัดเลือกเป็นอย่างดีว่า พ่อแม่พันธุ์ทั้งคู่เข้ากันได้หรือไม่ หากตัวเมียไม่ยอมอาจเกิดการต่อสู้กันถึงขั้นตาย ที่ฟาร์มของผู้ใหญ่เหน่งเคยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาแล้ว ส่วนพฤติกรรมการงดกินอาหารมักพบเห็นในช่วงฤดูหนาว และช่วงฤดูกาลผสมพันธุ์ ผู้ใหญ่เหน่งบอกว่า พ่อแม่พันธุ์มักจะจำศีลอยู่ในบ่อน้ำ นานๆ จะขึ้นมาตากแดดสักที ช่วงที่ขึ้นมาตากแดดจะเป็นช่วงที่จระเข้ขึ้นมาย่อยอาหาร

การตลาด ผู้ใหญ่เหน่งบอกว่า จระเข้จะส่งขายที่โรงเชือดศรีราชาฟาร์ม จังหวัดชลบุรี กับวสันต์ฟาร์ม จังหวัดชัยนาท ฟาร์มของผู้ใหญ่เหน่งจะส่งขายทั้งเนื้อและหนัง เรียกว่าขายกันทั้งตัวเลย ราคาขาย 1 เซนติเมตร ขายได้ 40 บาท จระเข้ที่นำมาขายต้องมีความยาวของขนาดลำตัวจนถึงหางมากกว่า 120 เซนติเมตร ถ้าน้อยกว่านี้ผู้ใหญ่เหน่งจะไม่นำมาขาย

ส่วนเรื่องการชำแหละนั้น ผู้ใหญ่เหน่งไม่ค่อยทราบเท่าไร ทราบเพียงแต่ว่า ผู้บริโภคจะนิยมกินบ้องตัน (ส่วนหางของจระเข้เป็นส่วนที่เนื้อมากที่สุด) เพราะถ้าหากเป็นตรงซี่โครงนั้นเนื้อจะน้อยมาก ส่วนเรื่องรสชาติ ผู้ใหญ่เหน่ง บอกว่า เนื้อจระเข้จะมีลักษณะยุ้ยและนุ่มเมื่อเปรียบกับเนื้อวัวและเนื้อหมู เวลากินผู้ใหญ่เหน่งจะนำมาผัดใส่เครื่องเยอะ รสจัดๆ จะทำให้รสชาติดี เนื้อจระเข้รสชาติจะออกจืดๆ อร่อยหรือไม่ ท่านผู้อ่านคงต้องไปหาชิมกันแล้วละ ว่าอร่อยหรือไม่อย่างไร ผู้เขียนไม่สามารถตอบตรงนี้ได้ เพราะยังไม่เคยชิมเนื้อจระเข้เลย (แหม! ถ้าหากเนื้อจระเข้ราคาถูกค่อยน่าสนหน่อย)

ฝากความถึงพี่น้องเกษตรกร ที่สนใจอยากเลี้ยงจระเข้ ผู้ใหญ่เหน่งบอกว่า ในช่วงแรกอาจจะต้องใช้เงินลงทุนสูง ฟาร์มของผู้ใหญ่เหน่งใช้ไปเกือบ 3 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายต่อตัว ต่อปี 500 บาท ที่สำคัญต้องศึกษาวิธีการเลี้ยงดู ลักษณะพ่อแม่พันธุ์ที่ดี สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ราคาขายทั่วไปก็ตามตลาด หากเลี้ยงเพื่อขายหนังจะได้ราคาดีหน่อย การที่จะเริ่มต้นเลี้ยงนั้นไม่ใช่เรื่องยาก สำคัญอยู่ที่ว่าจะสามารถบริหารจัดการตั้งแต่เริ่มเลี้ยงจนถึงการตลาด ผลผลิตได้ดีเพียงไร

หากท่านใดสนใจ หรืออยากเข้าเยี่ยมชมฟาร์มจระเข้ของผู้ใหญ่เหน่ง สามารถไปดูได้ตามที่อยู่ข้างบน หรือติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. (083) 277-3430 ยินดีให้คำแนะนำ ช่วงแรกๆ จะมีเด็กๆ นักเรียนละแวกนี้เข้ามาดูกัน แต่หลังๆ นี้ ไม่เห็นมา คงจะเบื่อกันแล้วละ ผู้ใหญ่กล่าวทิ้งท้าย

 46 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:19:37 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
“แกะ” จัดเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก กินหญ้าเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับวัว แต่ปริมาณในการกินอาหารน้อยกว่า ถ้านำมาเลี้ยงในเชิงพาณิชย์จะให้ผลผลิตและผลตอบแทนเร็วกว่า อีกทั้งใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย ปัจจุบันสายพันธุ์แกะที่เลี้ยงในบ้านเราส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมือง

มีเรื่องที่น่ายินดี ที่คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตจังหวัดสกลนคร ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงแกะเนื้อขึ้นในเขตภาคอีสานตอนบน เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2545 ศึกษาวิจัยสมรรถภาพทางการผลิตของแกะ ในระบบการเลี้ยงแบบปล่อยแทะเล็มในทุ่งหญ้าเขตร้อนของ จ.สกลนคร โดยนำแกะลูกผสมระหว่างพันธุ์พื้นเมืองกับพันธุ์ดอร์เปอร์เข้ามาเลี้ยงเพื่อศึกษาอัตราการเจริญเติบโต

ปัจจุบัน อ.วัชรวิทย์ มีหนองใหญ่ ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์แกะเพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นและง่ายต่อการจัดการ โดยใช้พ่อพันธุ์แกะซานตาอิเนส (นำเข้า จากประเทศบราซิล จัดเป็นแกะขนาดใหญ่ เพศผู้เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักถึง 80-90 กิโลกรัม เพศเมีย 60 กิโลกรัม ใช้เพื่อ ทำการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์แกะเนื้อ ให้มีการเจริญเติบโตดี) เข้ามาปรับปรุง สายพันธุ์เป็นลูกผสมสามสายเลือดโดยนำ มาผสมพันธุ์กับลูกผสมพื้นเมืองกับดอร์เปอร์ ได้แกะขุนสายพันธุ์ใหม่ที่มีหลายสี ไม่มีเขา หน้าโค้งนูน ขนบริเวณซี่โครงและท้องมีลักษณะคล้ายพันธุ์ซานตาอิเนสและขนบริเวณแนวสันหลัง จะมีลักษณะหนาและเมื่อเลี้ยงจนมีอายุ ได้ 9 เดือน น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 16 กิโลกรัม ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้พัฒนาการเลี้ยงแกะลูกผสมสามสายเลือดเข้าสู่ระบบการเลี้ยงขุนเพื่อให้ผลตอบแทนได้เร็วขึ้น

อ.วัชรวิทย์ยังได้อธิบายวิธีการเลี้ยงแกะโดยทั่วไปจะมี 2 แบบใหญ่ ๆ คือ การเลี้ยงแบบปล่อยแทะเล็มในแปลงหญ้า และการเลี้ยงแบบขุนในคอก ซึ่งการเลี้ยง แบบปล่อยแทะเล็มในแปลงหญ้าจะมีข้อดีตรงที่ช่วยประหยัดต้นทุนในเรื่องอาหาร โดยจะมีการปล่อยเลี้ยงแกะในช่วงเวลา เช้าประมาณ 2 ชั่วโมง และช่วงบ่ายอีก ประมาณ 2 ชั่วโมง แกะเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมแทะเล็มเฉพาะยอดหญ้าไปเรื่อย ๆ ไม่อยู่กับที่ แต่ในช่วงฤดูร้อนจะต้องระวังเรื่อง ท้องอืด อีกทั้งจะต้องคอยระวังสุนัขมากัดแกะด้วย

มีข้อเสียของการเลี้ยงแบบปล่อย คือช่วงฤดูแล้งหญ้ามักจะขาดแคลนและหาได้ยาก สำหรับการเลี้ยงแบบขุนในคอก จะทำให้แกะเจริญเติบโตเร็วแต่มีต้นทุนในเรื่องอาหารสูงขึ้น ถ้าเป็นไปได้เพื่อเป็นการลดต้นทุนเรื่องอาหาร สูตรอาหารที่จะนำมาใช้เลี้ยงจะต้องหาง่ายในท้องถิ่น เช่น เปลือกและกากมันสำปะหลังที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในสูตรอาหารเพื่อลดต้นทุนการผลิตและสามารถใช้ได้ทั้งรูปของการหมัก (ฤดูฝน) และรูปแบบตากแห้ง (ฤดูแล้ง)

สำหรับช่องทางการตลาดแกะเนื้อนั้นยังมีความสดใส ตลาดใหญ่อยู่ที่ภาคใต้, ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นชาวมุสลิม.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

 47 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:18:18 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
แพะ เป็นสัตว์เลี้ยงที่นิยมเลี้ยงกันเฉพาะถิ่น เนื่องจากผู้บริโภคมีจำนวนจำกัดเฉพาะชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น และความเชื่อของคนส่วนใหญ่ว่า เนื้อแพะเมื่อนำไปปรุงอาหารโดยผู้ที่ไม่มีความชำนาญจริงๆ อาหารจะเหม็นสาบ

แต่ ในปัจจุบัน คนส่วนหนึ่งหันมาบริโภคเนื้อแพะเพิ่มขึ้น และนอกจากนี้นมแพะยังเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมากกว่านมวัว และยังสามารถใช้ทดแทนน้ำนมแม่ในกรณีที่ทารกเป็นโรคแพ้โปรตีนจากนมวัว จากการวิจัยของกลุ่มวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นม ของกรมปศุสัตว์พบว่า น้ำนมแพะช่วยลดอาการเกิดภูมิแพ้ลงได้ ในบ้านเราสมัยก่อนเลี้ยงแพะพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีคุณภาพด้อย คือมีน้ำหนักตัวของเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 20-30 กิโลกรัม ปริมาณน้ำนมของเพศเมียเฉลี่ยไม่กี่ กิโลกรัมต่อปี แต่มีข้อดีที่แพะพื้นเมืองมีความต้านทานต่อโรคได้ดีกว่า ในการเลี้ยงแบบชาวบ้านก็ไม่ได้เอาใจใส่มากนัก เพียงกั้นคอก ยกพื้นโรงเรือนสำหรับพักในตอนกลางคืนให้สูงสัก 1 เมตร ก็เพียงพอแล้ว ตอนกลางวันก็ปล่อยออกจากคอกให้แพะหากินเองตามไร่สวน ตามยถากรรม ในการกำจัดหญ้าตามสวน แพะนับเป็นเครื่องตัดหญ้าที่มีประสิทธิภาพดีกว่าวัว เพราะในการแทะเล็มวัวจะกินเฉพาะยอด แต่แพะจะกินหญ้าจนถึงโคน

แต่ใน การเลี้ยงแพะร่วมกับการปลูกพืชอื่นจะต้องพิจารณากันให้ดีก่อน เพราะแพะจะเป็นสัตว์ที่กินพืชได้ไม่เลือกหน้า จึงควรมีขอบเขตการแทะเล็มของแพะไม่ให้ไปรบกวนพืชสวนตัวอื่น หรือการเลี้ยงแพะแบบปล่อยในสวนปาล์มที่มีอายุหลายปีแล้วเกินกว่าแพะจะแทะ เล็มใบได้ก็เป็นที่นิยมเลี้ยงกันในภาคใต้ เกษตรกรทั่วไปหลายท่านยังเข้าใจว่าการเลี้ยงแพะเป็นเรื่องง่ายๆ ปล่อยให้หากินตามยถากรรม เลี้ยงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เพราะแพะเลี้ยงง่าย หากินเองเก่ง ที่ว่ามาก็เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าผู้เลี้ยงเอาใจใส่ในการเลี้ยง ผลผลิตที่ได้จากแพะจะมีมากกว่าการไม่เอาใจใส่ เช่น มีอัตราการเจริญเติบโตดี ให้ลูกแฝด หรือแพะมีสุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรค

แต่สำหรับผู้เลี้ยงแพะเป็นอาชีพแล้ว การเลี้ยงดูแพะอย่างเอาใจใส่จะให้ผลผลิตมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรือนม ซึ่งหมายถึงกำไร ในการเลี้ยงดูนอกจากการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของแพะแล้ว ยังมีปัญหาที่สำคัญคือ เรื่องสายพันธุ์ของแพะ

สาเหตุของแพะพันธุ์พื้นเมือง

ที่มีประสิทธิภาพด้อยลง

เกิด จากมีการให้ผสมกันเองในฝูงแพะ ซึ่งเป็นการผสมแบบเลือดชิด เช่น พี่ผสมน้อง ลูกผสมกับแม่ นานๆ ไปแพะในฝูงนั้นก็ไม่ได้ปรับปรุงพันธุ์ โดยเอาสายเลือดของพ่อแม่พันธุ์อื่นเข้ามา ทำให้ลูกแพะที่ได้ในครอกต่อมาอ่อนแอ ประสิทธิภาพการให้เนื้อและนมด้อยลง เกษตรกรที่เลี้ยงแพะส่วนหนึ่งเห็นความบกพร่องในข้อนี้ จึงได้มีการนำแม่หรือพ่อพันธุ์จากฝูงอื่นเข้ามาผสมพันธุ์ เพื่อไม่ให้แพะในฝูงเลือดชิดเกินไป แต่ประสิทธิภาพในการผลิตก็ไม่ได้สูงขึ้นกว่าเดิมมากนัก

สำหรับ เกษตรกรทั่วไป การปรับปรุงพันธุ์โดยนำพ่อพันธุ์แพะจากต่างประเทศมาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ยาก เพราะพ่อพันธุ์แพะมีราคาแพง และยังจำเป็นต้องดูแลเป็นอย่างดีในสภาพที่เหมาะสมอีกด้วย

กรมปศุ สัตว์จึงได้มีการนำพ่อแพะพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย จุดประสงค์หลักเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ แพะพันธุ์แองโกลนูเบียน (Anglo-Nubian) จากประเทศอังกฤษ แพะพันธุ์บอร์ (Boer) จากประเทศแอฟริกา และแพะพันธุ์ซาแนน (Saanen) จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งแพะพันธุ์เหล่านี้ได้นำเข้ามาเพื่อเป็นพ่อพันธุ์สำหรับแม่พันธุ์พื้น เมืองทั้งสิ้น ทำให้ในปัจจุบันเราสามารถมีแพะลูกผสมที่มีประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตสูงกว่า เดิม

ลักษณะประจำพันธุ์ของแพะจากต่างประเทศ

พันธุ์ ทอกเกนเบอร์ก (Toggenburg) มีสีน้ำตาลเข้ม หรือสีเทาแกมเหลือง มีแถบสีน้ำตาลอ่อนหรือสีขาวเป็นแนวยาวจากเหนือตาทั้งสองข้างลงไปบรรจบกันที่ เหนือจมูก ไม่มีเขา ให้น้ำนมเฉลี่ยวันละ 2 กิโลกรัม ปริมาณน้ำนม 800 กิโลกรัม ใน 200 วัน น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 60 กิโลกรัม น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 45 กิโลกรัม สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ดี พันธุ์บอร์ (Boer) เป็นแพะเขตร้อนจากประเทศแอฟริกา ลำตัวสีขาว หัวและคอสีแดง หูยาว นำเข้ามาในช่วงปี 2539 น้ำหนักเพศผู้โตเต็มที่ 90 กิโลกรัม น้ำหนักเพศเมียโตเต็มที่ 65 กิโลกรัม เหมาะสำหรับเป็นแพะเนื้อ เนื่องจากมีขนาดใหญ่

พันธุ์แองโกลนูเบียน (Anglo-Nubian) นำเข้าจากประเทศอังกฤษ มีหลายสี อาจเป็นสีเดียวทั้งตัว หรือมีสีต่างๆ ปนกัน เช่น ดำ เทา ครีม น้ำตาล อาจมีจุดหรือด่าง ปกติไม่มีเขา เพศผู้โตเต็มที่ 70 กิโลกรัม เพศเมียโตเต็มที่ 60 กิโลกรัม เป็นได้ทั้งแพะเนื้อและนม ให้น้ำนมวันละ 1.5 ลิตร ระยะการให้น้ำนม 165 วัน

พันธุ์ซาแนน (Saanen) ลักษณะประจำพันธุ์ คือ มีสีขาวทั้งตัว จมูกเป็นสันตรง ใบหูสั้น เป็นพันธุ์ที่นำเข้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพศผู้น้ำหนักเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ 70 กิโลกรัม เพศเมียน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ 60 กิโลกรัม เป็นแพะนม ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยวันละ 3 กิโลกรัม และให้น้ำนมนานถึง 250 วัน ไม่ค่อยเหมาะสำหรับการเลี้ยงในเขตร้อน

ความสำคัญในการผสมเทียม

ศูนย์ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อน สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ซึ่งอยู่ที่ด่านบันไดม้า อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีของโคเนื้อและแพะ เพื่อถ่ายทอดให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์โดยตรง ด้วยความอนุเคราะห์ของ ดร.มาลี อภิเมธีธำรง นักวิชาการของสำนักเทคโนลียีชีวภาพฯ ได้ให้ข้อมูลกับเราว่า การนำเข้าพ่อพันธุ์แพะที่ดีจากต่างประเทศเข้ามา จะไม่สามารถนำไปให้เกษตรกรเพื่อการผสมพันธุ์ในฝูงแบบที่เกษตรกรทำได้ เนื่องจากปริมาณพ่อพันธุ์แพะที่นำเข้ามามีปริมาณไม่มากพอสำหรับเกษตรกร และวิธีการผสมตามธรรมชาติจะเสี่ยงต่อการติดโรคของทั้งฝ่ายพ่อพันธุ์และแม่ พันธุ์ วิธีการผสมเทียมให้กับแม่แพะพันธุ์พื้นเมืองเป็นวิธีที่ดีที่สุดคือ สามารถผสมแม่พันธุ์ได้จำนวนมากและเป็นการป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างการ ผสมพันธุ์

ขั้นตอนการรีดน้ำเชื้อ

สัตวแพทย์ บันลือ กล่ำพูล สัตวแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลแพะพ่อแม่พันธุ์ทั้งหมดของศูนย์วิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อน ปากช่อง ได้กรุณาสาธิตการรีดน้ำเชื้อจากพ่อแพะพันธุ์ให้เราดู และอธิบายขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด

ขั้นตอนที่หนึ่ง ทำความสะอาดตัวพ่อพันธุ์ ตัดขนบริเวณอวัยวะเพศ ล้างลึงค์ด้วยน้ำสะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง

ขั้นตอนที่สอง นำแม่แพะที่เป็นสัดมาเป็นตัวล่อ ให้อยู่ด้านหน้าซอง

ขั้นตอนที่สาม เตรียมอุปกรณ์การรีด ซึ่งอบฆ่าเชื้อแล้วให้พร้อม

ขั้น ตอนที่สี่ ปล่อยพ่อพันธุ์ขึ้นขี่ ในช่วงจังหวะนั้นให้สวมอุปกรณ์การรีดที่อวัยวะเพศของแพะตัวผู้ แพะก็จะปล่อยน้ำเชื้อลงในอุปกรณ์การรีดอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนที่ห้า นำอุปกรณ์การรีด ซึ่งจะมีผ้าหุ้มไม่ให้โดนแสงแดดเข้าห้องปฏิบัติการโดยเร็ว

การตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ

การ ทำงานในห้องปฏิบัติการ ซึ่งมี ดร.มาลี เป็นผู้รับผิดชอบนี้ มีความพร้อมทั้งด้านเครื่องมือและบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ จึงเป็นที่ไว้วางใจได้ว่าน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ที่เกษตรกรนำไปใช้ผสม เป็นของแท้ที่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถูกต้องตรงตามสายพ่อพันธุ์ที่ ต้องการแน่นอน

ขั้นตอนการทำงานในห้องปฏิบัติการ

1. ตรวจทั่วไป ดูปริมาณ สี ความเคลื่อนไหว ผ่านกล้องจุลทรรศน์ โดยการหยดน้ำเชื้อ

ลงในแผ่นสไลด์ ว่าเข้าเกณณ์มาตรฐานหรือไม่

2. เอาน้ำเชื้อไปปั่นล้างในหลอดปั่นล้าง เพื่อเอาน้ำแยกออก ตรวจดูความเข้มข้น เพื่อเติมสารเจือจางน้ำเชื้อ ให้ได้ 200 ตัว ต่อ 1 โด๊ส (0.25 ซีซี)

3. ลดอุณหภูมิให้ได้ 4 องศา ภายใน 4 ชั่วโมง

4. เตรียมหลอดน้ำเชื้อแล้วดูดน้ำเชื้อเข้าหลอดน้ำเชื้อนำไปแช่งแข็ง ในอูณหภูมิ -196 องศา ในถังไฮโดรเจนเหลว เราก็จะได้น้ำเชื้อเพื่อเก็บไว้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะได้ทั่วประเทศ

การผสมเทียมแพะ

แพะ ตัวเมียที่เป็นสัด จะมีอาการกระวนกระวาย น้ำเมือกไหลที่ช่องคลอด หรือปีนตัวอื่น ทำให้เรารู้ว่า นี่คือ อาการเป็นสัดของแพะ ในระยะเวลาเป็นสัดของแพะจะเป็นประมาณ 2-3 วัน ในช่วงนี้ถ้าเจ้าของแพะสามารถผสมได้เองจะมีโอกาสติดลูกได้มากกว่ารอ สัตวแพทย์มาผสมให้ ในการผสมจะผสม 2 ครั้ง โดยให้ห่างกัน 1 วัน จะมีโอกาสติดลูกสูงมาก ขั้นตอนในการผสมเทียม เท่าที่เห็นสัตวแพทย์บันลือ สาธิตให้ดูก็เป็นวิธีง่ายๆ ถ้าเกษตรกรที่เลี้ยงแพะมาซัก 2-3 ปี ก็น่าจะทำได้ ถ้าได้มาฝึกอบรมการผสมเทียม วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับเกษตรกรผู้ต้องการปรับปรุงพันธุ์แพะใน ฝูง

อุปกรณ์ที่นำมาผสมเทียม ได้แก่ หลอดน้ำเชื้อ กรรไกรตัดหลอดน้ำเชื้อ กระติกน้ำอุ่น ประมาณ 37 องศา ปืนผสมเทียม ที่ถ่างช่องคลอด ไฟฉาย

ขั้นตอนการผสมเทียม

1. นำแพะแม่พันธุ์ที่เป็นสัดเข้าซองเพื่อรอผสม

2. นำหลอดน้ำเชื้อจุ่มในกระติกน้ำอุ่น เพื่อปรับอุณหภูมิ 30 วินาที แล้วนำใส่ปืนผสมเทียม

3. ใช้อุปกรณ์ถ่างช่องคลอดแพะแม่พันธุ์

4. ส่องไฟฉายเข้าไปในช่องคลอดจะเห็นเนื้อย่นๆ สีแดง

5. สอดปืนผสมเทียมเข้าไปถึงเนื้อย่นๆ สีแดง แล้วฉีดค้างไว้ 1 นาที

ปัจจุบัน หลักสูตรการผสมเทียมแพะของศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อน ปากช่อง ซึ่งมี นายสัตวแพทย์ณรงค์ เลี้ยงเจริญ เป็นหัวหน้าศูนย์ อยู่ทำหน้าที่อบรมเฉพาะเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เองเสียส่วนใหญ่ จะมีเกษตรกรเข้าร่วมอบรมบ้างเป็นส่วนน้อย เพราะศูนย์วิจัยการผสมเทียมที่มีอยู่ 10 แห่ง ทั่วประเทศ จะเป็นหน่วยงานที่ให้บริการแก่เกษตรกรโดยทั่วไป กำลังการผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์แพะของศูนย์ปีละ 1,000 โด๊ส ซึ่งยังไม่เพียงพอสำหรับความต้องการใช้ ในอนาคตศูนย์จะมีการขยายกำลังการผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์เพิ่มขึ้นอีกเป็น 2,000 โด๊ส เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคเกษตรกร

 48 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:17:31 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
หลักการและเหตุผล

00000 แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญมากในปัจจุบัน โดยกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พบว่า มีเกษตรกรเลี้ยงแพะ จำนวน 5,629 ตัว (ฝ่ายประมวลและสถิติ , 2545) จากการสำรวจพบว่าเกษตรกรนิยมปล่อยให้แพะกินหญ้าตามทุ่งหญ้าธรรมชาติ และเสริมด้วยกระถิน แพะเป็นสัตว์ที่ปรับตัวง่าย สามารถกินอาหารได้เกือบทุกชนิดแม้อาหารจะมีคุณค่าต่ำ แต่ถ้าหากมีการผลิตเชิงการค้า ก็จำเป็นต้องมีการให้อาหารและมีการจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์ให้เหมาะสม และเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตของถั่วไมยรา ซึ่งทำให้เกษตรกรมีถั่วสดใช้เลี้ยงแพะมากขึ้นและสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ โดยนำผลจากการทดสอบนั้นสาธิต สู่ฟาร์มเกษตรกรต่อไป
00000ถั่วไมยรา ( Desmantus virgatus) หรือถั่วเฮดลูเซอร์น (Hedge lucern) เป็นพืชตระกูลถั่วค้างปี ลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่ม สูงประมาณ 2.0 - 3.5 เมตร มีใบและดอกคล้ายกระถินแต่มีขนาดเล็กกว่า เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวและดินมีความอุดมสมบูรณ์ pH อยู่ระหว่าง 5.5 - 6.5 ไม่ชอบขึ้นดินทรายและที่เป็นกรดจัด และไม่ทนน้ำท่วมขัง เมล็ดมีความงอกสูง ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2,000 - 3,000 กิโลกรัม / ไร่ มีโปรตีน 17-19 %


   
ลักษณะทั่วไปของถั่วไมยรา
00000การตัดถั่วไมยราใช้ประโยชน์ได้ครั้งแรก 60-70 วัน และตัดครั้งต่อไปทุก 30-45 วัน ควรตัดสูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร

วัตถุประสงค์

00000เพื่อทราบต้นทุนและผลตอบแทนในการขุนแพะเนื้อ

สถานที่ดำเนินการ

00000สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการ

แพะเนื้อลูกผสมพันธุ์พื้นเมืองเพศผู้อายุประมาณ 3 - 4 เดือน จำนวน 8 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 16.56 กิโลกรัม
การจัดการแปลงถั่วไมยรา
2.1 เก็บตัวอย่างดิน เพื่อวิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีของดิน
2.2 ใช้พื้นที่ 1 ไร่ โดยการไถและพรวน 2 ครั้ง เพื่อปรับสภาพดิน
000- แบ่งออกเป็นแปลงย่อย 40 แปลงย่อย
000- ตัดถั่วครั้งแรกที่อายุ 70 วัน ครั้งต่อไปทุกๆ 40 วัน
2.3 การใส่ปุ๋ย หลังการตัดปรับแปลงถั่วใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 10 ก.ก. / ไร่

การเก็บเกี่ยวถั่วไมยราจากแปลง

การจัดการให้อาหารข้น มีการเสริมอาหารข้น โปรตีน 16.01 % ผสมโดยใช้วัตถุดิบซึ่งมีราคาถูกและหาง่ายเสริมให้แพะกิน 200 กรัม / ตัว / วัน ก่อนให้ถั่วไมยรา

ให้อาหารเสริมก่อนให้ถั่วไมยรา

ก่อนนำแพะเข้าทดสอบมีการถ่ายพยาธิ และฉีดยาบำรุง
 
เจ้าหน้าที่กำลังฉีดยาบำรุงและถ่ายพยาธิให้แพะ

การบันทึกข้อมูล
5.1 ปริมาณอาหารหยาบที่กินได้
5.2 ปริมาณอาหารข้น
5.3 ชั่งน้ำหนักแพะเริ่มทดสอบและสิ้นสุดการการทดสอบ ( ทุกเดือน ) เพื่อศึกษาอัตราการ
000เจริญเติบโตและประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหาร
5.4 สรุปผลการทดสอบ

ผลการทดสอบ

ผลผลิตของถั่วไมยราและปริมาณอาหารที่แพะที่กินได้

00000 จากการทดสอบใช้ถั่วไมยราเลี้ยงแพะเนื้อ จำนวน 8 ตัว อย่างเต็มที่ร่วมกับอาหารข้น ปรากฏดัง ตารางที่ 1 พบว่าถั่วไมยราในแต่ละเดือนผลผลิตแตกต่างกัน โดยถั่วไมยราให้ผลผลิตน้ำหนักสูงสุด 1,802 ก.ก. / ไร่ ในเดือนกันยายน รองลงมาผลผลิตน้ำหนัก 1,653 ก.ก / ไร่ ในเดือนพฤศจิกายน และให้ผลผลิตต่ำสุด 1,280 ก.ก. / ไร่ ในเดือนธันวาคม
00000 จากการเตรียมแปลงถั่ว จำนวน 1 ไร่ ตัดทุก 40 วัน นำมาใช้เลี้ยงแพะระหว่างเดือน กันยายน - ธันวาคม 2546 พบว่า แพะกินถั่วไมยราคิดเป็นน้ำหนักแห้งได้เฉลี่ย เท่ากับ 538.1 , 619.6 , 812.5 กรัม / ตัว / วัน ในแต่ละเดือนตามลำดับ ซึ่งการตัดถั่วไมยรา 1 ไร่ ระหว่างเดือนกันยายน - ธันวาคม 2546 นำมาใช้เลี้ยงแพะ 8 ตัว ซึ่งเลี้ยงด้วยถั่วไมยราสดเต็มที่ร่วมกับอาหารข้น 200 กรัม / ตัว / วัน มีถั่วเพียงพอสำหรับเลี้ยงแพะ

 49 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:16:09 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
การเลี้ยงแพะในประเทศไทยของเรามีมายาวนานมาก และกระแสการบริโภคน้ำนมแพะเพื่อสุขภาพก็มาแรงในช่วงหนึ่ง จนมีข่าวที่ไม่สู้จะดีนัก และทำให้การบริโภคน้ำนมแพะลดลง ทั้งนี้เนื่องจากโรคระบาดของแพะที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ เรื่องนี้ต้องหาผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาแพะมาให้ความกระจ่างกันซักหน่อยจะดีกว่า

       อาจารย์ลักษณ์ เพียซ้าย หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม หรือมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า ศูนย์แพะ-แกะ ได้ให้รายละเอียดอย่างกระจ่างแจ้งในเรื่องของแพะว่า แพะเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องมี 4 กระเพาะ ประเภทเดียวกับโคและกระบือ แต่ตัวมีขนาดที่เล็กกว่า จึงเรียกว่าสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก (Small Ruminant) และกินหญ้าเป็นหลัก รวมไปถึงไม้พุ่มที่มีขนาดเล็กเกือบทุกชนิด

       แพะมีความผูกพันกับคนเรามาช้านาน โดยเฉพาะชาวมุสลิม โดยชาวบ้านจะเลี้ยงในครัวเรือนประมาณ 5-10 ตัว แต่ในปัจจุบันกระแสการเลี้ยงแพะค่อนข้างจะมาแรง โดยเฉพาะนมแพะ เกษตรกรเริ่มสนใจหันมาเลี้ยงแพะกันมากขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย แพะมีความสามารถในการเปลี่ยนอาหารที่มีเยื่อใย (Fiber) เช่น ใบไม้ หญ้าชนิดต่าง ๆ ให้เป็นโปรตีนในรูปของเนื้อและนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอายุในการเลี้ยงสั้นคือ เมื่ออายุ 10-12 เดือน ก็สามารถผสมพันธุ์ได้ และใช้เวลาในการอุ้มท้อง 5 เดือน ก็จะให้ลูกได้ และบางครั้งยังให้ลูกแฝดอีกด้วย

       กระแสการดื่มน้ำนมแพะในขณะนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากกลุ่มผู้สนใจดูแลรักษาสุขภาพ จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่าง ๆ แต่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับการดื่มน้ำนมแพะกันมากนัก นอกจากชาวมุสลิมที่ดื่มน้ำนมแพะกันมานาน โดยมีคำบอกเล่าว่าการดื่มน้ำนมแพะ จะสามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ได้ ถ้าเทียบระหว่างน้ำนมแพะกับน้ำนมโค นมทั้ง 2 ชนิดก็มีประโยชน์เหมือนกัน แต่ในน้ำนมแพะจะมีเม็ดไขมันที่มีขนาดเล็กกว่าน้ำนมโค เพราะฉะนั้นไขมันจากน้ำนมแพะจะย่อยได้ง่ายกว่า ร่างกายก็สามารถดูดซึมได้เร็วขึ้น และไม่เกิดอาการของท้องอืด ท้องเสีย หรืออาเจียน นอกจากนี้ในน้ำนมแพะยังมีโปรตีน และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายค่อนข้างจะมาก มีไวตามินบี แร่ธาตุ แคลเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณที่ค่อนข้างสูง เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของกลิ่นในน้ำนมแพะ ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะตัวเช่นเดียวกับกลิ่นของเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อแกะ ซึ่งผู้ที่เริ่มบริโภคน้ำนมแพะ อาจจะรู้สึกไม่คุ้นเคยในระยะแรก แต่จะรู้สึกว่าเป็นกลิ่นที่ปกติ ถ้าหากเราดื่มทุกวัน ส่วนวิธีการเลือกซื้อนมแพะที่ถูกต้องนั้น จะต้องเลือกน้ำนมแพะที่สุก มีการพาสเจอร์ไรส์ที่อุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส และต้องสังเกตสลากวันผลิต วันหมดอายุข้างขวดด้วย


       พันธุ์ของแพะนมที่นิยมเลี้ยงได้แก่ พันธุ์ Saanen มีลักษณะตัวสีขาว หูเล็ก ส่วนในแพะพันธุ์กึ่งเนื้อกึ่งนมที่นิยมเลี้ยงได้แก่ พันธุ์ Anglo-Nubian และพันธุ์ Boer ซึ่งถ้าเกษตรกรต้องการแพะพันธุ์เหล่านี้ไปเลี้ยง จะต้องไปปรึกษาที่กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะมีศูนย์วิจัยอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ไว้คอยแนะนำให้คำปรึกษา และส่งเสริมการเลี้ยงแพะด้วย

       ส่วนแพะเนื้อ อาจารย์ลักษณ์ เพียซ้าย ให้คำแนะนำว่า ให้นำแพะพันธุ์พื้นเมืองมาผสมพันธุ์กับแพะพันธุ์เนื้อ หรือแพะพันธุ์กึ่งเนื้อกึ่งนมก็ได้ เช่น นำแพะพันธุ์ Boer มาผสมกับแพะพันธุ์พื้นเมืองก็ได้ หรือจะนำแพะพันธุ์ Anglo-Nubian มาผสมกับแพะพันธุ์พื้นเมือง จะทำให้ได้ลูกผสมที่แข็งแรงเจริญเติบโตดี และได้ผลผลิตที่ดี ซึ่งแต่เดิมแพะพันธุ์พื้นเมืองจะตัวเล็กให้เนื้อน้อย ก็จะทำให้ได้ปริมาณเนื้อที่มากขึ้น และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้นด้วย


       แพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย กินง่าย สามารถกินหญ้าได้หลายชนิด แต่อาจจะมีแปลงหญ้าธรรมชาติ และแปลงหญ้าที่ปลูกเพื่อเลี้ยงแพะไว้ส่วนหนึ่ง โดยทั่วไปชาวบ้านที่เลี้ยงแพะในระบบครอบครัว อาจจะเลี้ยงได้ครอบครัวละ 50-100 ตัว ปกติชาวบ้านจะต้อนแพะออกไปกินหญ้าตามทุ่ง ตามไหล่ถนน หรือพื้นที่ว่างเปล่า ทำให้มีต้นทุนการเลี้ยงต่ำ แต่ถ้าเป็นการเลี้ยงแพะในระบบฟาร์ม หรือในจำนวนมาก ต้องมีการวางแผนการจัดการฟาร์มที่เป็นระบบ และมีโรงเรือนแพะที่ได้มาตรฐาน และต้องปลูกหญ้าสำหรับตัดให้แพะกินด้วย ในสภาพพื้นที่ดิน อาจารย์ลักษณ์ เพียซ้าย แนะนำให้ปลูกหญ้ารูซี่ ส่วนในที่ลุ่ม แนะนำให้ปลูกหญ้าขน หรือหญ้าแพงโกล่า


       การจัดการฟาร์มแพะตามหลักวิชาการ จะต้องวางโปรแกรมการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันโรคระบาดที่สำคัญได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease) จะต้องฉีด 6 เดือนต่อครั้ง และต้องฉีดเป็นประจำทุก ๆ ปี โรคนี้จะระบาดมากในช่วงหน้าฝน ซึ่งเกษตรกรสามารถขอวัคซีนได้จากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และอีกโรคหนึ่งที่ร้ายแรงคือ โรคแท้งติดต่อ (Brucellosis) โรคนี้สามารถติดต่อมาสู่คนตามที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้


วัคซีนบรูเซลโลซีส
เป็นวัคซีนแบคทีเรียเชื้อเป็น ชนิดดูดแห้ง บรรจุภายใต้สูญญากาศ
ผลิตจากเชื้อ Brucella abortu   สแตน 19 ( USDA )

       ซึ่งโรคแท้งติดต่อนี้ก็มีวัคซีนที่สามารถป้องกันได้เช่นกัน หรือตรวจสอบการติดเชื้อได้ โดยการเจาะเลือดแพะไปตรวจหาเชื้อ หลังการตรวจสอบถ้าพบว่า แพะตัวใดมีเชื้อโคแท้งติดต่อก็จะต้องทำลายทิ้ง เพราะฉะนั้นแพะตัวที่ไม่ได้ทำการฉีดวัคซีน จะต้องมีการเจาะเลือด เพื่อตรวจหาเชื้อด้วยทุกตัว


       การติดเชื้อไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอก แต่จะสังเกตได้ในตัวเมีย ที่ไม่เคยให้ลูกเลย หรือแท้งอยู่เสมอ ก็น่าจะเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อ การฉีดวัคซีนหรือตรวจเลือดตั้งแต่ต้นก่อนการเลี้ยง จะตัดปัญหาโรคติดต่อทั้งหมด เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ ในช่วงเวลาต่อไป อาจจะเกิดความเสียหายอย่างมาก และโรคยังสามารถติดต่อมาสู่ผู้เลี้ยงแพะอีกด้วย


       อายุการให้เนื้อของแพะ สามารถบริโภคได้ตั้งแต่หย่านมคือ อายุ 3-4 เดือน แต่ในประเทศไทยมักจะนิยมบริโภคในอายุประมาณ 6 เดือน ส่วนคุณภาพของเนื้อแพะ จะขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยง และสายพันธุ์ของแพะคือ ถ้าเลี้ยงแบบชาวบ้าน ต้อนให้กินหญ้าไปเรื่อย ๆ คุณภาพเนื้อก็จะไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าเลี้ยงในระบบฟาร์ม มีการเสริมอาหารข้น ให้หญ้าที่สมบูรณ์ ก็จะทำให้ได้เนื้อที่มีคุณภาพในอีกระดับหนึ่ง


       ส่วนราคาของเนื้อแพะจะไม่มีเกณฑ์กำหนดราคาที่แน่นอนเหมือนเนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อไก่ ในการซื้อขายแพะ ผู้ซื้อและผู้ขายจะตกลงราคากันเอง บางแหล่งก็จะขายได้แพง บางแหล่งก็จะขายได้ถูก เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะรายย่อยในเขตภาคกลางของประเทศไทย จะขายในช่วงที่แพะยังมีอายุไม่มากนัก ราคาตัวละประมาณ 700-800 บาท ถ้าปีหนึ่ง ๆ ได้ลูกแพะจำนวนมาก ก็จะมีรายได้สูงขึ้นตามลำดับด้วย แต่ถ้าเลี้ยงในระบบฟาร์มที่ได้มาตรฐาน หากมีการนำเข้าแพะจากต่างประเทศมาเลี้ยง ก็จะทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น


       พูดง่าย ๆ ว่ากันแบบแพะ ๆ ก็คือ แพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย กินง่าย ถ้าเริ่มจากเลี้ยงฝูงเล็ก ๆ แล้ว ค่อย ๆ ขยายเป็นฟาร์มที่ใหญ่ขึ้น ก็สามารถจะทำได้อย่างไม่น่าจะมีปัญหา

 50 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 04:14:58 PM 
เริ่มโดย leebigman - กระทู้ล่าสุด โดย leebigman
การเปลี่ยนถ่ายน้ำในระหว่างการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
     การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามใช้เวลานาน 8 - 10 เดือน การถ่ายเทน้ำในระหว่างการเลี้ยงจึงมีความจำเป็น
โดยเฉพาะถ้าน้ำเน่าเสีย น้ำมีสีเขียวเข้มมีกลิ่นเหม็น ในช่วง 1 - 2 เดือน สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้แต่
ที่นิยมทำกันมากคือการเติมน้ำเข้าไปเป็นระยะจนระดับน้ำสูงขึ้นจาก 60 ซ.ม. เป็น 100 - 120 ซ.ม.
และจึงทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำออก เมื่อกุ้งอายุ 3 เดือนขึ้นไป ควรทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกๆ 5 - 7 วัน
โดยถ่ายน้ำออกในสัดส่วน 1ใน 3 ของน้ำในบ่อ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำต้องหว่านปูนมาร์ลหรือ
ปูนโดโลไมท์ในช่วงกลางคืนในอัตรา 25 กก. / ไร่ เนื่องจากค่า พีเอช และ อัลคาไลนิตี้ ของน้ำอาจ
เปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นกุ้งก้ามกรามบางส่วนเมื่อได้รับน้ำใหม่จะลอกคราบ วัสดุปูนจะช่วยให้เปลือก
กุ้งแข็งเร็วขึ้น กุ้งจะแข็งแรงเร็วขึ้น

ระยะเวลาการเลี้ยงและการจับกุ้งก้ามกราม
     ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจะใช้เวลาในการเลี้ยง 8 - 10 เดือน แล้ว จะเริ่มทำการจับและ
คัดเอากุ้งตัวเมียที่ไข่ กุ้งจิ๊กโก๋ ออกขายก่อนในช่วง 3.5 - 4 เดือน หลังจากนั้นจะทำการจับและ
คัดขนาดกุ้งขายทุกๆ เดือน กุ้งก้ามกรามที่มีขนาด 12 - 15 ตัว / กก. เป็นที่ต้องการตลาดและ
ราคาดีกว่ากุ้งก้ามกรามที่มีขนาดเล็ก

การผลิตอาหารกุ้งก้ามกรามใช้เอง
     อาหารกุ้งก้ามกรามเป็นอาหารชนิดเม็ดจมน้ำควรมีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 30 % อาหารควรคง
สภาพในน้ำ ได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง เนื่องจากกุ้งกินอาหารโดยการกัดแทะ หากอาหารละลายเร็ว
เกินไปจะทำให้กุ้งไม่สะดวกในการกิน สูตรอาหารอาหารกุ้งก้ามกรามแบ่งตามช่วงอายุได้ดังนี้

สูตรอาหารสำหรับลูกกุ้งก้ามกรามอายุไม่เกิน 3 เดือน

รำละเอียด        30 กก.
ปลายข้าว         30 กก.
กากถั่วเหลือง    25 กก.
ปลาป่น            20 กก.
เกลือ                2 กก.
นมผง              300 - 400 กรัม
พรีมิกซ์            500 กรัม

สูตรอาหารสำหรับกุ้งก้ามกรามอายุ 3 เดือนขึ้นไป

หัวอาหารหมูและไก่          30 กก.
รำละเอียด                        30 กก.
ปลายข้าว                         30 กก.
กากถั่วเหลือง                    20 กก.
ปลาป่น                             20 กก.
ปลาเป็ด                            20 กก.
เปลือกกุ้งป่น                     15 กก.
เกลือ                                 4 กก.
พรีมิกซ์                            300 กรัม

โรคและการจัดการโรคกุ้งก้ามกราม
โรคเปลือกผุ โรคจุดดำ จุดสีน้ำตาล

สาเหตุ ของโรค : เริ่มจากเปลือกเป็นแผล เนื่องจากถูกกระแทกจากการจับหรือกุ้งทำร้ายกันเอง
หลังจากนั้น แบคทีเรียจะเข้าทำลาย
อาการของโรค : เปลือกผุกร่อนไปเรื่อยๆ โดยจะเริ่มจากเปลือกนอก จากนั้นจะลุกลามเข้าสู่ด้านใน
บริเวณที่เป็นมากที่สุดคือ ซี่เหงือก กล้ามเนื้อท้อง ปลายหาง และ ขาเดินเมื่ออาการรุนแรงกุ้งจะนอน
ตะแคงบนพื้นและเคลื่อนไหวได้เฉพาะส่วนขาเดิน หนวด
การป้องกันโรค : ระวังการจับและการเคลื่อนย้ายระวังอย่าให้กุ้งถูกกระทบจนบาดแผลระหว่าง
การจับ
การรักษา : ฆ่าเชื้อในน้ำด้วยไอโอดีน เอ็กซ์ตร้าดีน 5000 1 ขวด / 4ไร่ ทุกๆ 15 วัน หรือ
หลังจากใช้อวนจับกุ้งไปแล้ว 2 วัน กรณีที่มีการติดเชื้อภายในให้กินยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 5 - 7 วัน

โรคแก้มดำ

สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อ แอโรโมแนส ไฮโดฟิลลา และ ฟลาโวแบคทีเรีย
อาการของโรค : ช่องเหงือกมีสีดำ อาจดำทั้งเหงือกและฝาปิดเหงือกด้านใน
การป้องกัน : เปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อลดปริมาณชื้อโรค ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายของเสียและลด
สารอินทรีย์ในบ่อ กรณีที่พบมีการระบายของโรคต้องทำการฆ่าเชื้อในน้ำโดยใชไอโอดีนเพราะ
ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
การรักษา : ให้กินยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 5 - 7 วัน

โรคคอบวมคอหนอก

สาเหตุของโรค : สาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด มักพบในสภาพการเลี้ยงที่บ่อเลี้ยง
มีคุณภาพเลวและ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
อาการของโรค : บริเวณรอยต่อของเปลือกหัวกับปล้องแรกมีการบวมน้ำ มีการอักเสบ
ขอบเปลือกปล้องที่หนึ่งผุ กร่อนเป็นสีดำกุ้งที่เป็นโรคพบได้ทั้งตัวสกปรกและตัวสะอาด
พบมีการตายของกุ้งตายจมน้ำตามขอบบ่อ
การรักษา : ให้กินยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 5 - 7 วัน

โรค ทีจี

โรคทีจี พบในกุ้งขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกุ้งก้ามสีฟ้า หรือ กุ้งตัวผู้ ส่วนกุ้งตัวเมียเป็นโรคนี้
0 - 6 % กุ้งก้ามกรามตัวผู้เป็นโรคนี้มากและเป็นตลอดทั้งปี กุ้งก้ามกรามที่มีอาการของโรครุนแรงจะเฉื่อยและเคลื่อนไหวช้าไม่สามารถยกก้ามขึ้นมา
เสมอกับระดับลำตัวได้
อาการของโรค : กุ้งก้ามกรามเฉื่อย อ่อนแอ เคลื่อนที่ไหวช้าหรือไม่สามารคเคลื่อนไหวได้เลย
เนื้อขาขุ่นทั้งตัว ตับและตับอ่อนจะฝ่อขนาดเล็กลง มีเลือดคั่งบริเวณช่องทางเดินอาหารก่อนถึง
กระเพาะ บางครั้งพบจุดสีน้ำตาลตามเปลือก และ เนื้อจะมีความชื้นมากกว่ากุ้งปกติ 10 % เมื่อ
ต้มเนื้อจะร่อนออกจากเปลือก
การป้องกันโรค : รักษาสภาพแวดแล้วของบ่อเลี้ยงให้ดีอยู่เสมอ บ่อที่เลี้ยงมานานหากพื้นบ่อ
เน่าเสีย ควรปรับสภาพพื้นบ่อโดยใช้ซีโอไลท์ 25 กก. / ไร่ หรือ ไคลแม็กซ์ ไคลน็อปทิโลไลท์
10 กก. / ไร่
การรักษาโรค : หากเริ่มพบว่ากุ้งก้ามกรามมีอาการของโรค ให้กินยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 5 - 7 วัน

การสะสมไขมันในตับและตับอ่อน
การสะสมไขมันในตับทำให้ผลผลิตกุ้งลดลง 90 %
อาการทั่วไป : ตับและตับอ่อนจะมีสะสมของกรดไขมันอิ่มตัวมากเกินไปไปให้เนื้อเยื่อบางส่วน
ของตับหายไป เมื่อนำตับอุ่นที่ 80 องศาเซลเซียสจะกลายเป็นของเหลว เมื่อปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นจะ
แข็งตัวเหมือนขี้ผึ้ง ตับและตับอ่อนจะมีไขมันประมาณ 45 % ของน้ำหนักแห้ง กุ้งก้ามกรามที่มีการสะสมไขมันมากที่ตับจะทำให้ตับอักเสบและพบว่ามีการตายและจมอยู่ที่พื้นบ่อ
การป้องกันโรค : งดส่วนผสมของอาหารที่เป็นแหล่งไขมันอิ่มตัว เช่น กากมะพร้าว ไขมันสัตว์บก
เช่นน้ำมันหมู แหล่งไขมันควรใช้น้ำมันจากปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า ปลาหมึก ซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว
อยู่มาก

สุขภาพกุ้งก้ามกรามที่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม
อาการกล้ามเนื้อตายเนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างเร็ว
อาการกุ้งก้ามกรามขาแดงและตาย เนื่องมาจากพื้นบ่อเน่าเสีย มีก๊าซพิษเกิดขึ้นในบ่อ บ่อผ่านการ
เลี้ยงมาเป็นระยะเวลานาน การแก้ปัญหา สามารถทำโดยการปรับสภาพพื้นบ่อให้ดีตากบ่อให้
แห้งสนิทก่อนการเลี้ยง ในระหว่างการเลี้ยงควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก ๆ 7 วัน กรณีที่ไม่สามารถทำการถ่ายเทน้ำได้ควรมีการปรับสภาพพื้นบ่อโดยการใช้ ซีโอไลท์ หรือ
ไคลแม็กซ์ ไคลน็อปทิโลไลท์ ตลอดจนการใช้จุลินทรีย์ในการบำบัดน้ำเสียและย่อยสลายของเสียที่พื้นบ่อ
อาการเปลือกนิ่ม อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อัลคาไลน์ในน้ำต่ำกว่า 80 พีพีเอ็ม. น้ำขาดแร่ธาตุ เช่น แคลเซี่ยม , แมกนีเซี่ยม , หรือ อาจเกิดจาก อาหารที่กุ้งก้ามกรามกินมีธาตุอาหารน้อยเกินไป

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 10